“ข้อเข่าเสื่อม” การผ่าตัดไม่ใช่ทางออกเดียวเสมอไป
อาการปวดเข่าเรื้อรัง ขยับก็ไม่ถนัด เดินขึ้นลงบันไดก็ลำบาก เป็นสัญญาณเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ป่วยหลายท่านมักได้รับคำแนะนำว่าหากทำกายภาพบำบัดหรือทานยาแล้วไม่ดีขึ้น ทางเลือกสุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า แต่ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์แบบฟื้นฟู (Regenerative Medicine) ช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถชะลอหรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้
เรื่องราวจากคนไข้จริง
คุณมาลี เจ้าของธุรกิจวัย 58 ปี ทนทรมานกับอาการปวดเข่ามากว่าหนึ่งปี ในช่วงแรกมีเพียงอาการตึงตอนเช้า แต่ต่อมาเริ่มปวดจี๊ดทุกครั้งที่เดินนานเกิน 10 นาที ยาแก้ปวดที่ซื้อทานเองเริ่มช่วยได้น้อยลง และอาการปวดเริ่มรบกวนการนอนหลับ
แพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมและแนะนำให้เตรียมตัวผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในเร็วๆ นี้ ด้วยความกังวลเรื่องระยะเวลาพักฟื้นที่ยาวนานและความเสี่ยงจากการผ่าตัด คุณมาลีจึงตัดสินใจขอความเห็นที่สองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา
หลังการตรวจประเมิน แพทย์แนะนำการรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เข้าที่ข้อเข่า ขั้นตอนทั้งหมดทำในคลินิกโดยใช้เลือดของคนไข้เอง ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงและไม่ต้องดมยาสลบ
ภายในสามสัปดาห์ คุณมาลีรู้สึกได้ชัดเจนว่าอาการปวดลดลง เสียง “กึกกัก” ในเข่าเบาลง เธอสามารถหยุดทานยาแก้ปวด และกลับไปเดินออกกำลังกายตอนเย็นได้อย่างสบายใจ
โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร?
ภาวะนี้เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่รองรับปลายของกระดูกมีการสึกหรอ เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสภาพลง กระดูกจะเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวด บวม และเคลื่อนไหวได้จำกัด
การฉีด PRP ช่วยได้อย่างไร?
การรักษาด้วย PRP (Platelet-Rich Plasma) เริ่มจากการเจาะเลือดของผู้ป่วยในปริมาณเล็กน้อยนำมาปั่นแยกเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งอุดมไปด้วย Growth Factors เมื่อฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่า สารเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกายในเนื้อเยื่อที่เสียหาย
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วย PRP
- ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง กระดูกอ่อนยังไม่สึกหรอจนหมด (ยังไม่ถึงขั้นกระดูกชนกระดูก)
- ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการผ่าตัด หรือต้องการชะลอเวลาการผ่าตัดออกไปให้นานที่สุด
- ผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้ยา เช่น มีโรคกระเพาะ หรือโรคไต ทำให้ทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องไม่ได้
- ผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เช่น ทำกายภาพบำบัดหรือฉีดสเตียรอยด์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
ข้อดีของการทำ PRP
- รักษาด้วยวิถีธรรมชาติ: ใช้เลือดของตัวผู้ป่วยเอง ลดความเสี่ยงต่อการแพ้
- เจ็บน้อย: เป็นเพียงการฉีดยา ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่
- ฟื้นตัวไว: ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล พักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อมาก
- ผลลัพธ์ชัดเจน: ลดปวดและช่วยให้ข้อเข่าทำงานดีขึ้นได้นานหลายเดือนถึงเป็นปี
แล้วเมื่อไหร่ที่ควรต้องผ่าตัด?
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ามักสงวนไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก เช่น ข้อเข่าผิดรูปชัดเจน เดินไม่ได้ หรือเมื่อการรักษาอื่นๆ ทั้งกายภาพบำบัดและการฉีดยาไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้แล้ว
ทำไม “การฉีด PRP” ควรทำควบคู่กับกายภาพบำบัด
แม้การฉีด PRP จะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้อย่างตรงจุด
แต่ต้นเหตุของข้อเข่าเสื่อมไม่ได้มีแค่ตัวข้อเท่านั้น
ยังรวมถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การลงน้ำหนัก การเคลื่อนไหว และท่าทางในชีวิตประจำวัน
การทำกายภาพบำบัดหลังการฉีด จึงมีบทบาทสำคัญในการ
- เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
- ปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวให้ถูกต้อง ลดแรงกดซ้ำที่ข้อ
- ช่วยให้ผลของการฉีดอยู่ได้นานขึ้น
- ลดโอกาสการกลับมาปวดซ้ำ และลดการพึ่งพายาในระยะยาว
สรุป
กรณีเคสของคุณมาลีสะท้อนให้เห็นว่า อาการปวดเข่าเรื้อรังจากข้อเข่าเสื่อม ไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไป
เมื่อได้รับการประเมินอย่างละเอียด และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรค
การรักษาด้วย PRP Injection ร่วมกับกายภาพบำบัด สามารถช่วยลดอาการปวด ฟื้นฟูการใช้งานข้อเข่าและพาผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น