การรักษาอาการปวดเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด
ความปวด ไม่ว่าจะเป็นแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ก็รบกวนการเคลื่อนไหว การนอนหลับ การทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมได้ การแพทย์ด้านการระงับปวดสมัยใหม่มุ่งเน้นไปที่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยการจัดการสาเหตุของความปวดผ่านแนวทางที่หลากหลาย ทั้งการใช้ยา การฟื้นฟูสมรรถภาพ การฉีดยาเฉพาะจุด และหัตถการที่รุกล้ำน้อย เช่น การจี้เส้นประสาทเพื่อลดปวดคลื่นวิทยุ (RFA) เป็นต้น
ใครที่กำลังปวดเรื้อรังอยู่แล้วไม่อยากผ่าตัด หรือผ่าตัดมาแล้วก็ยังไม่หายปวด สามารถมาทำความรู้จักกับทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด ได้เลย
แนวทางการรักษามีดังนี้
- การใช้ยา (Medication)
ยาแก้ปวดถือเป็นในการรักษาที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดเนื่องจาก สะดวก เข้าถึงง่าย และสามารถปรับให้เข้ากับประเภท ตำแหน่ง
และความรุนแรงของอาการปวดได้
- ยากิน: เช่น ยาต้านการอักเสบ ยาสำหรับอาการปวดเส้นประสาท ยากลุ่มอนุพันธ์ของมอร์ฟีน เช่น ทรามาดอล เหมาะกับอาการปวดหลากหลายรูปแบบ โดยต้องเลือกชนิดและขนาดของยาให้เหมาะสมกับอาการปวดรายบุคคล
- ยาเฉพาะที่: เช่น ครีมหรือแผ่นแปะ ให้ผลเฉพาะจุดที่ปวด โดยมีผลกระทบต่อระบบร่างกายน้อยกว่า เหมาะกับอาการปวดเฉพาะจุด 1-2 จุดในร่างกาย
- การให้ยาทางหลอดเลือดดำ (IV): ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงเหมาะใช้ในการควบคุมความปวดเฉียบพลัน เพื่อลดปวดอย่างรวดเร็ว หรืออาการปวดซับซ้อนซึ่งไม่สามารถควบคุมด้วยวิธีอื่นได้
- เป้าหมาย: บรรเทาปวดพร้อมลดการพึ่งพายาหรือผลข้างเคียงในระยะยาว
- กายภาพบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Physiotherapy and Functional Rehabilitation)
กายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูการใช้งาน ปรับการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นซ้ำ
- การบำบัดด้วยมือและการยืดเหยียด: เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
- การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง: เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและปรับท่าทาง (posture)
- เครื่องมือทางกายภาพบำบัด: เช่น อัลตราซาวด์ เพื่อลดการอักเสบและกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- ผลลัพธ์: การปรับสมดุลของกล้ามเนื้อและการทำงานของข้อต่อ ช่วยให้ฟื้นตัวได้ยาวนานกว่าแค่การบรรเทาอาการชั่วคราว รวมถึงป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
- การรักษาด้วยการฉีดยาเฉพาะจุด (Targeted Injection Therapies)
เมื่อวิธีการรักษาเบื้องต้นไม่เพียงพอ การฉีดยาภายใต้การนำของเครื่องอัลตราซาวน์หรือเอกซเรย์จะช่วยให้การรักษาตรงจุด
และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การฉีดเหล่านี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
และมุ่งรักษาที่ต้นตอของความปวด ตัวอย่างของการฉีดยาเฉพาะจุดมีดั้งนี้
- การฉีดลดอักเสบ: ฉีดสารต้านการอักเสบเข้าสู่ข้อต่อ เส้นเอ็น หรือบริเวณกระดูกสันหลังโดยตรง เหมาะสำหรับอาการปวดข้ออักเสบ (เข่า ไหล่) หรืออาการปวดจากเส้นประสาท เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
- การฉีดเพื่อฟื้นฟู (Regenerative Injections):
- PRP: ใช้เกล็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วยเอง ฉีดเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- Prolotherapy: ใช้น้ำตาลเจือจางฉีดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและการรักษาตามธรรมชาติ
ทั้งสองวิธีนี้ลดอาการปวดเรื้อรังของเส้นเอ็นและข้อต่อที่เสื่อมสภาพโดยวิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันธรรมชาติใช้ช่วยเร่งการ
ฟื้นฟูร่างกายที่บาดเจ็บ จึงมีความปลอดภัยสูงและผลข้างเคียงต่ำ
- การฉีดน้ำข้อเทียม Viscosupplementation (กรดไฮยาลูโรนิก :
ใช้กับ ข้อเข่า ข้อสะโพก หรือข้อไหล่ ที่เป็นโรคข้อเสื่อม เพื่อเติมของเหลวหล่อลื่น ลดการเสียดสี และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว
4.การจี้เส้นประสาทเพื่อลดปวดด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Ablation – RFA)
RFA บรรเทาอาการปวดโดยการส่งพลังงานคลื่นวิทยุผ่านเข็มขนาดเล็กไปขัดขวางสัญญาณปวดจากเส้นประสาทรับความรู้สึก
- บรรเทาปวดได้ 6 ถึง 24 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและรอยโรค
- RFA มักใช้สำหรับ:
- อาการปวดเรื้อรังที่ คอและหลังส่วนล่าง จากกลุ่มอาการข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint Syndrome)
- อาการปวดจาก ข้อต่อเชิงกราน (SI Joint)
- โรคข้อเข่าเสื่อม
- หัตถการนี้ทำภายใต้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่หรืออาจเลือกการฉีดยาสลบ โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ในเวลาอันสั้น
การผสมผสานหลายแนวทาง
การจัดการความปวดที่มีประสิทธิภาพมักต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีการ ไม่ใช่แค่วิธีเดียว ยาและการทำกายภาพช่วยควบคุมอาการและฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ในขณะที่การฉีดยาเฉพาะจุดหรือ RFA สามารถจัดการกับต้นตอของความปวดได้โดยตรง การรวมเทคนิคเหล่านี้เข้าด้วยกัน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการปวดได้ดีขึ้น ฟื้นฟูการทำงานและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยไม่ต้องผ่าตัด
เรียบเรียงบทความโดย :
แพทย์หญิง รรินทร ชุมสาย ณ อยุธยาแพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวด